แฟชั่น
ภาพการเยื้องย่างของนางแบบ นายแบบบนแคทวอล์ค มักทำให้คนจินตนาการไปถึงการเดินแฟชั่นโชว์ของห้องเสื้อ หรือดีไซเนอร์ชั้นนำ และบ่อยครั้งที่ความคิดสร้างสรรค์ ความหรูหรา เสน่ห์ และลีลาของแฟชั่นได้กลายเป็นองค์ประ- กอบสำคัญที่ผลักดันให้เราเสียเงินเพื่อซื้อหาเสื้อผ้าอาภรณ์ ทั้งๆ ที่ไม่ได้มีความจำเป็น ต้องใช้มันจริงๆ แม้ธุรกิจแฟชั่นจะสร้างมูลค่าจนสามารถผลิดอกออกผลได้อย่างมหาศาล แต่ถ้าจะทำความเข้าใจอุตสาหกรรม แฟชั่น กันให้ลึกซึ้งจริงๆ คงไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะหยั่งถึงได้ในเวลาสั้นๆ เพราะเสื้อผ้าเมื่อผลิตเสร็จออกจาก โรงงาน มันก็เป็น เพียงสิ่งที่มีไว้เพื่อสวมใส่เท่านั้น แต่ทันทีที่นักการตลาดเอื้อมมือไปจับต้องเสื้อผ้าธรรมดา มันก็จะกลายเป็น "แฟชั่น" ทันที
ทุกวันนี้ หลายคนอาจมองอุตสาหกรรม "แฟชั่น" ว่าไม่ใช่เรื่องของความต้องการพื้นฐาน (หรือปัจจัยสี่) โดยตรงที เดียวนัก แต่มันก็เป็นธุรกิจที่มีมูลค่ามหาศาล ประมาณได้ว่าเงินที่ถูกใช้ไปเพื่อเสื้อผ้า-รองเท้าทั่วโลกตกอยู่ที่ประมาณ 1 ล้านล้านดอลลาร์ต่อปี Mintel บริษัทวิจัยระดับโลกประมาณการว่าในปี 2008 ตลาดสินค้าระดับหรูของโลก จะมีมูลค่าประมาณ 1 แสนล้าน ดอลลาร์ ทั้งนี้สินค้าประเภทแฟชั่นและเครื่องหนังจะครองส่วนแบ่งทางการตลาดสูงสุด อยู่ที่ประมาณ 42% ของยอดขาย ขณะที่น้ำหอมและเครื่องสำอาง ซึ่งมักจะขายโดยอาศัยชื่อแฟชั่นดีไซเนอร์ จะครองส่วนแบ่งตลาดประมาณ 37% นาฬิกาและเครื่องประดับจะครองส่วนแบ่งที่เหลือ อุตสาหกรรมขนาดใหญ่มหาศาลนี้ถูกขับเคลื่อนด้วยเทคนิคทางการตลาดและการสร้างแบรนด์ที่ซับซ้อน จึงนับเป็น เรื่องคุ้มค่ากับการเข้าไปตรวจสอบดูว่าอุตสาหกรรมนี้มันมีกลไกขับเคลื่อนอย่างไร หลายคนมองว่า เสื้อผ้าและเครื่องประดับคือภาพสะท้อนตัวตนของผู้คนในสังคม "เรารู้สึกกับตัวเราอย่างไร" "ปรารถนาให้คนอื่นมีพฤติกรรมต่อเราอย่างไร" แฟชั่นสามารถสื่อสารความต้องการนั้นออกมาได้
What's Fashion?
เป็นเรื่องไม่ง่ายเลยที่เราจะให้คำจำกัดความของคำว่า "แฟชั่น" เพราะคำๆ นี้มีความหมายกว้างไกลเกินกว่าจะจำกัด ความได้ในตัวของมันเอง คุณภาณุ อิงคะวัต แห่งแบรนด์เกรย์ฮาวด์ มองว่า แฟชั่นคือ "เทรนด์" " แฟชั่น คือ กระแสนิยมที่เปลี่ยนไปตามกาลเวลาและยุคสมัย ซึ่งมันอาจเกิดขึ้นมาจากกระแสสังคม การกิน การอยู่ การใช้คำพูด เสื้อผ้า เพียงแต่คนทั่วไปมักเอาคำว่าแฟชั่นมารวมกับเสื้อผ้ากันเยอะ แต่จริงๆ แล้วแฟชั่นมันก็คือ เทรนด์ นั่นเอง"
"แฟชั่นไม่ได้มีความหมายเดียวตายตัว แต่จะแตกต่างกันไปสำหรับคนแต่ละกลุ่ม แต่ละช่วงเวลา แต่ละสถานที่หรือ บริบท ยกตัวอย่างเช่น เด็กวัยรุ่นในกรุงเทพฯ กับ แม่บ้านอาศัยอยู่ต่างจังหวัด ในระดับประเทศหรือสังคม แฟชั่นเป็น มากกว่าเสื้อผ้า มันหมายถึง วิถีการดำรงชีวิต การบริโภค มุมมอง ไม่ได้
อีกมุมมองหนึ่งที่น่าสนใจจากคุณจรินทร์ทิพย์ ชูหมื่นไวย Curator แห่ง TCDC ที่เคยผ่านงานจัดนิทรรศการ PRESENCE OF THE PAST - คอลเล็คชั่นเสื้อผ้าฤดูใบใม้ผลิ/ฤดูร้อนปี 2008 ในพระเจ้าหลานเธอ พระองค์เจ้า สิริวัณณวรีนารีรัตน์ คุณจรินทร์ทิพย์กล่าวว่า "แฟชั่นคือ การสื่อสารที่ไม่ต้องใช้คำพูด (Non Verbal Communica- tions) สิ่งที่เป็นแฟชั่นสามารถสะท้อนความเป็นเพศ สถานะทางสังคม ฐานะ อาชีพ ความต้องการรสนิยม เผ่าพันธุ์ เชื้อชาติ ความเป็นกลุ่มก้อน ฯลฯ" จากมุมมองของผู้คนเกี่ยวข้องข้างต้น เราอาจสรุปได้ ณ ตอนนี้ว่า แฟชั่น คือ ทุกสิ่ง (Fashion is everything)
Fashion & Clothes
แต่สำหรับบางคน การจะกล่าวลอยๆว่า "แฟชั่น หมายถึง ทุกสิ่ง" นั้น มันก็คงกว้างเกินไป เราจึงลองค้นหาคำจำกัด ความของคำๆ นี้จาก http://www.thefreedictionary.com/ ซึ่งพบว่า fash·ion n. 1. The prevailing style or custom, as in dress or behavior 2. Something, such as a garment, that is in the current mode 3. The style characteristic of the social elite 4a. Manner or mode; way 4b. A personal, often idiosyncratic manner 5. Kind or variety; sort 6. Shape or form; configuration จากการนิยามของ thefreedictionary เราเริ่มเห็นสโคปและภาพที่แคบลงของแฟชั่นว่านิยมใช้แทนความหมาย ของ รูปแบบ หรือ สไตล์การแต่งตัว มากกว่าสิ่งอื่น นั่นหมายความว่าเมื่อพูดถึงแฟชั่น คนทั่วไปจะนึกถึง "เสื้อผ้า" ก่อนสิ่งอื่นเสมอ คำถามคือ ทำไมต้องเป็นเสื้อผ้า? " คนทั่วไปจะนึกถึงเสื้อผ้า เพราะว่าเสื้อผ้าเป็นสิ่งจำเป็น เป็นหนึ่งในปัจจัยสี่ของมนุษย์ เราจำเป็นต้องใส่เสื้อผ้า ใน ขณะที่ accessories อื่นๆ ไม่ใช่สิ่งจำเป็นแบบขาดไม่ได้"
คุณศุภมาศ พะหุโล Curator อีกท่านจาก TCDC ให้ ความเห็น โดยคุณจรินทร์ทิพย์ เสริมว่า "เสื้อผ้าเพราะเป็นสิ่งที่ผิวเผินที่สุด ชัดเจนที่สุด เป็นวิถีชีวิตของคนอีกอย่าง เสื้อผ้าแฟชั่นสมัยก่อน บ่งบอกได้ถึงสถานะทางสังคม เป็นสัญลักษณ์ที่สื่อความหมายบางอย่าง และบอกอัตลักษณ์ ของคนที่ใส่ได้ด้วย" แม้คุณจะไม่ยอมรับว่า "หลงใหลในแฟชั่น" แต่ก็คงปฏิเสธไม่ได้เช่นกันว่า ทุกวันนี้สิ่งที่เราเลือกสวมใส่คือคำประกาศ ตัวตนจากตัวเรา อีกนัยหนึ่งก็คือการสร้างเอกลักษณ์ของเรานั่นเอง เอกลักษณ์นี้เชื่อมต่อกับคุณค่าของแบรนด์ผ่านกลไกการตลาด ไม่ว่าคุณจะเป็นคนแบบไหน เก๋ไก๋ สง่างาม นุ่มนวล ติดดิน สุขุมลุ่มลึก หรืออยู่ในอารมณ์เช่นไร แฟชั่นแบรนด์สามารถตอบทุกอย่าง ตรงตามที่คุณต้องการได้ แฟชั่นคือภาพสะท้อนของสังคม วัฒนธรรม ความคิด และวิถีชีวิตของคนในแต่ละยุคสมัย เช่นในยุค 50's เราจะเห็นผู้หญิงในอังกฤษใส่กระโปรงสุ่ม สวมถุงมือ หมวก สะท้อนถึงวิถีชีวิตในระบบจารีตของช่วง เวลานั้น แต่พอมาในช่วงหลังสงครามโลก (จนถึงยุคฮิปปี้) หญิงสาวชาวอังกฤษเริ่มแต่งกายแบบเสรี ใส่กระโปรงสั้น กุดแหกกฎเกณฑ์ทุกอย่าง ก็สะท้อนสภาพสังคมแห่งเสรีภาพในช่วงเวลาดังกล่าวได้ชัดเจนเช่นกัน ในสมัยโบราณ สิ่งสะท้อนความงามของหญิงสาวนั้นมีมาตรฐานที่ไม่เหมือนกับทุกวันนี้เลย นั่นคือ ผู้หญิงที่สวยจะต้อง มีเอวเล็กและสะโพกผาย ค่านิยมนี้ทำให้เกิดนวัตกรรม "ตัวช่วยทางแฟชั่น" ที่เรียกว่า คอร์เซ็ท (Corset) หรือ ที่รัด ทรงเพื่อทำให้หญิงสาวทั่วไปมีเอวและสะโพกที่สวยสมยุคนั่นเอง คอร์เซ็ทมีหน้าที่ "รัดเอว" ให้เล็กตามมาตรฐานของยุคนั้น (ประมาณ15 - 20 นิ้ว) และช่วย "ดันหน้าอก" ให้เด่นชัด ขึ้นมา ในช่วงแรก คอร์เซ็ทต้องทำขึ้นจากเหล็ก ซึ่งสำหรับหญิงที่มีรูปร่างใหญ่ การใส่คอร์เซ็ทเหล็กก็ไม่ต่างอะไรกับ การใส่เครื่องทรมานนั่นเอง ต่อมาจึงมีการพัฒนาเปลี่ยนวัสดุหลักเป็นผ้า และสอดโครงเหล็กหรือกระดูกสัตว์เอาไว้ข้าง ใน เมื่ออ่านถึงตรงนี้ หลายท่านคงจินตนาการความงามของหญิงสาวในยุควิคตอเรียนได้ ไม่ว่าจะจากภาพยนตร์เรื่อง Titanic หรือจากตัวละครในวรรณกรรมของ เจน ออสเตน (Jane Austen) จะเห็นคอร์เซ็ทถูกใช้เป็นแฟชั่นหลักที่ สะท้อนการอยู่ในขนบประเพณีของหญิงสาวยุคนั้นได้เป็นอย่างดี กลับมาสู่คนปัจจุบัน ในช่วงทศวรรษที่ผ่านมาสิ่งที่แฟชั่นสนองให้ไม่ได้เป็นเพียงแค่เสื้อผ้าไว้สวมใส่ แต่มันได้เข้าไป เกี่ยวข้องกับทุกมิติของชีวิตคนเมือง โทรศัพท์มือถือ รถยนต์ เครื่องครัว สถานที่นัดพบเพื่อน สื่อประเภทต่างๆ สิ่งเหล่า นี้ต่างก็ผันแปรไปตามกระแสแฟชั่นที่เข้าไปจับ
ขอบคุณ "ยุทธิพงศ์ จิว yuthipong@gmail.com" ที่อนุเคราะห์บทความ
คุณคือสาวสไตล์ไหน จากสไตล์การแต่งตัว
ไตล์การแต่งตัวของคุณสามารถบ่งบอกคาแร็กเตอร์ได้ มาค้นหาตัวเองว่าคุณคือสาวสไตล์ไหน จากนิยามสไตล์การแต่งกายสุดชิค 6
Romantic สำหรับสาวที่ชอบแนวอ่อนหวาน ชวนฝันด้วยลายดอกไม้ แต่งโบผ้าชีฟองฟูฟ่อง ลูกไม้ หรือโทนสีพาสเทลแสนนุ่มนวล คุณอาจใส่เดรสผ้าพลิ้ว ๆ สีหวานกับรองเท้าแบบบัลเลต์ในวันสบาย ๆ และเพิ่มลุคให้เฉิดฉายขึ้นด้วยเดรสผ้าลูกไม้กับรองเท้าส้นสูง
Dramatic ดูเจิดจรัสสะดุดตาด้วยประกายแวววาว ไม่ว่าจะเป็นเสื้อผ้าเนื้อวาว ๆ กระเป๋าหรือรองเท้าสีเมทัลลิก เปรี้ยวเก๋ ด้วยเครื่องประดับชิ้นโต ๆ คุณอาจเลือกเดรสสีเรียง ๆ คาดแต่ง ด้วยเข็มขัดแวววาว เส้นโต เสื้อกับกระโปรง ปักเลื่อม หรืออาจเป็นแจ็กเก็ตแต่งเลื่อมสีดำ เงิน น้ำเงิน หรือม่วง ที่ดูลุ่มลึกและเข้ากันได้ดี กับประกายแพรวพราว
Creative สาวอาร์ตที่ไม่แคร์สื่อสนุกกับการแต่งตัวและกล้าที่จะแหวกแนวด้วยการผสมผสานสีสันสดแรงและแพตเทิร์นแสน แปลกตา ไม่เหมือนใคร และไม่มีใคร (กล้า) เหมือน ถ้าอยากแปลงร่าง เป็นสาวอาร์ต คุณอาจเลือกใส่เสื้อเรียบๆ กับกระโปรงยาวที่มีลวดลายสีสันแปลกตา เครื่องประดับผม หรือแต่งด้วย เครื่องประดับเก๋ๆ จากหิน ลูกปัด ซึ่งสไตล์นี้คุณอาจเลือกผสมผสานองได้ ตามใจชอบ โดยไม่กลัวที่จะแตกต่าง
Classic สไตล์เรียบหรู สง่างาม เน้นของแบรนด์เนมที่มีแบบและสีในโทนเรียบง่าย เป็นสไตล์ที่คงทนและอยู่ได้นาน ไม่ล้าสมัยง่าย ๆ คุณอาจเลือกเชิ้ตดีไซน์เก๋ กับกระโปรง หรือกางเกงสีดำ สีน้ำตาล หรือแมตช์ เสื้อมีสีคู่กับสีเบจ แล้วใส่รองเท้าส้นสูงคู่สวย
Sexy สาวเย้ายวน เปี่ยมเสน่ห์ ลุ่มลึกเปิดเผยรูปร่างและผิวพรรณที่น่ามองสำหรับสาวที่อยากโชว์เรือนร่างเซ็กซี่ให้เน้นโชว์จุดเด่นของคุณ สาวอกสวยอาจใส่เสื้อคอวีคว้านลึกเล็กน้อย สาวช่วงคอและไหล่สวยก็เลือกใส่เสื้อคล้องคอ เสื้อไหล่เดียว หรือเสื้อแขนยาวเปิดไหล่ ส่วนสาวที่มีขายาวสวยก็ไม่ต้องเกรงใจใคร นุ่งสั้นโชว์ขาสวยน่าอิจฉาของคุณไปเลย เน้นโทนสีเข้ม ๆ เช่น สีดำหรือสีแดงนั้นเป็นเฉดสีสุดฮอต สำหรับลุคเซ็กซี่ ที่สำคัญ คือ เปิดเผยแต่พองาม อย่าให้มากไป เพียงเท่านี้เสน่ห์ของคุณก็โดนใจใครต่อใครแล้ว
Leather Skirt กระโปรงหนังเป็นหนึ่งในเทรนด์ฮอตของซีซั่นนี้ ที่เหล่าดีไซเนอร์ได้ค้นพบวิธีง่าย ๆ อย่างการแมตช์กระโปรงหนังเข้ากับเสื้อยืดเบบแคชวล เสื้อเชิ้ต หรือเสื้อสเว็ตเตอร์
Natural สาวที่ไม่ซีเรียสกับการแต่งตัว คว้าอะไรจากตู้ได้ก็ใส่แบบนั้นแหละ เช่น เสื้อยืด กางเกงยีนส์ บ่งบอกถึงความเป็นคนเรียบง่าย สบาย ๆ สำหรับลุคนี้คุณอาจเพิ่มลุคสบาย ๆ ให้ดูโก้ขึ้นด้วยกระเป๋า รองเท้า หรือเครื่องประดับเก๋ ๆ สักหน่อย
เสื้อเชิ้ตผ้าเดนิม
เสื้อเชิ้ตผ้าเดนิม หรือ เสื้อยีนส์ ถ้าไม่ใส่คู่กับกางเกงยีนส์ให้เข้ากันทั้งชุด จะแมตช์กับอะไรได้อีกนะ
เลกกิ้ง หรือ กางเกงผ้าเข้ารูป ที่เข้ากับลงตัวกับรองเท้าผ้าใบหรือในวันอากาศร้อน ๆ ก็ใส่คู่กับรองเท้าสานแบบแกลดิเอเตอร์ดูสิ
กางเกงขาสั้น ไม่ว่าจะเป็นสีดำหรือน้ำตาล ก็แมตช์เข้ากับยีนส์ได้ไม่ยาก ใส่ชายเสื้อเข้าในกางเกง หรือผูกไว้ในเอวก็ได้ อาจใส่รองเท้าหรือหิ้วกระเป๋าลาย Animal Print เพื่อให้ดูเปรี้ยวยิ่งขึ้น
แม็กซี่เดรส อาจเป็นแบบเรียบ ๆ ลายทาง หรือแบบที่มีลวดลายสีสันสดใส จากนั้น ก็ใส่เสื้อยีนส์ทับลงไป แล้วผูกชายเสื้อเป็นปมทับ เลือกใส่กับรองเท้าแตะสานสบาย ๆ ก็ได้ลุคสุดชิลล์รับซัมเมอร์
วันพฤหัสบดีที่ 15 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2561
ประวัติแฟชั่น
ประวัติแฟชั่น
เสื้อผ้าแฟชั่น
เสื้อผ้าแฟชั่นตามความหมายที่ใช้โดยทั่วไปแล้วคือเสื้อผ้าที่เป็นที่นิยมในหมู่คนที่รักการแต่งตัวโดยทั่วไปหรือที่เรียกกันว่าเสื้อผ้ายอดนิยมนั่นเอง ลักษณะทั่วๆไปของเสื้อผ้าแฟชั่นคือสอดคล้องกับกระแสความนิยมเรื่องเสื้อผ้าที่กำลังได้รับความนิยมอยู่ในปัจจุบัน ทั้งในส่วนของเครื่องแต่งกายอย่างเสื้อ กางเกง กระโปรง และเครื่องแต่งตัวประกอบอย่างผ้าพันคอ ผ้าคลุมไหล่ เข็มขัด รองเท้า หรือแว่นตาเป็นต้น กล่าวคือสินค้าพวกนี้จะเป็นสินค้าแฟชั่นหรือไม่ขึ้นอยู่กับว่าความนิยมในหมู่คนส่วนใหญ่เป็นเช่นใด ของพวกนี้ได้รับการยอมรับหรือไม่ แต่ถ้าจะให้พูดเจาะลึกเกี่ยวกับลักษณะของเสื้อผ้าแฟชั่นลงไปอีกก็อาจกล่าวได้ว่าเป็นเสื้อผ้าที่ออกแบบมากสำหรับกลุ่มลูกค้าเป้าหมายโดยคาดหวังว่าจะต้องได้รับความนิยมและอาศัยความนิยมนี้เองเป็นตัวจุดกระแสให้มีการใส่ตามๆกันมาจนกลายเป็นกำลังซื้อขนานใหญ่นั่นเอง ด้วยเหตุนี้ในวงการเสื้อผ้าแฟชั่นการทำการตลาดจึงเป็นเรื่องที่สำคัญมาก
แฟชั่นหรือสมัยนิยม (อังกฤษ: fashion) ราชบัณฑิตยสถาน นิยามว่า “สมัยนิยม, แบบหรือวิธีการที่นิยมกันทั่วไปในชั่วระยะเวลาหนึ่ง.” เป็นการยอมรับจนเกิดเป็นค่านิยม มีกระบวนการเกิดภาษาใหม่ ซึ่งเป็นช่วงเวลาหนึ่งเท่านั้น
ประวัติ
เสื้อผ้าเครื่องนุ่งห่มเป็น 1 ในปัจจัย 4 ที่มุนษย์ต้องการในการดำรงชีวิตเพื่อปกปิดร่างกายและให้ความอบอุ่น ความเจริญของมนุษย์ทำให้เสื้อผ้าและเครื่องแต่งกายเปลี่ยนแปลงไปตามยุคสมัย เสื้อผ้ายังบ่งบอกถึงลักษณะของผู้สวมใส่ได้ด้วย เช่น ฐานะ, เชื้อชาติ, ฯลฯ
การพัฒนาของแฟชั่นในแต่ละยุคสมัยแตกต่างกันมาก ขึ้นอยู่กับปัจจัยหลายๆอย่าง เช่น การเมือง เศรษฐกิจ ภูมิอากาศ ฯลฯ ในคริสต์ศตวรรษที่ 20 แฟชั่นโลกเปลี่ยนแปลงไปอย่างเห็นได้ชัดเจน โดยเฉพาะปี ค.ศ. 1920 – 1930 หรือเรียกว่ายุค แฟลปเปอร์ (Flapper) ผู้หญิงสวมกระโปรงสั้นเป็นครั้งแรก และหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ในสภาวะเศรษฐกิจตกต่ำ ผู้หญิงต้องออกจากบ้านเพื่อทำงานหาเลี้ยงชีพ ดังนั้นเสื้อผ้าที่สวมใส่ย่อมเปลี่ยนไปเพื่อเอื้อประโยชน์ในผู้สวมใส่มากขึ้น กางเกงจึงเป็นที่นิยม ตั้งแต่ยุคแฟลปเปอร์เป็นต้นมา แฟชั่นของโลกได้ก้าวเข้าสู่ความเป็นสากล เพราะการติดต่อสื่อสารของโลกตะวันตกและตะวันออกเป็นได้เปิดกว้างมากขึ้น มีการไปมาหาสู่กัน แฟชั่นของโลกตะวันตกจึงเข้ามามีบทบาทกับโลกตะวันออก เช่น คนไทยรณรงค์ให้สวมหมวก หรือ ผู้หญิงไทยเลิกสวมโจงกะเบน เพื่อความเป็นสากล
ลักษณะหรือแบบแผนของเสื้อผ้าเครื่องแต่งกายของแต่ละยุคสมัย เรียกว่า สไตล์ (Style) แต่ละคนมีสไตล์การแต่งตัวไม่เหมือนกัน เช่น บางคนชอบแต่งตัวสไตล์ พั้งค์ (Punk) หรือเด็กสาวๆชอบสไตล์เซ็กซี่ ที่ฝรั่งเรียกว่า ราซี่ (Racy or Provocative) ส่วนคำว่า เทรนด์ (Trend) คือ แฟชั่นล่าสุดที่กำลังเป็นที่นิยม
สไตล์การแต่งตัวสามารถจำแนกได้เป็นประเภทนับไม่ถ้วน ต่อไปนี้เป็นสไตล์เด่นๆ หลักๆ ที่เป็นที่นิยมในอดีตจนปัจจุบัน บางสไตล์ถือว่าล้าสมัยไปแล้วในปัจจุบัน บางสไตล์ถือว่าเป็นคลาสสิก เพราะแต่งเมื่อไร ก็ไม่ถูกมองว่าเชยหรือตกรุ่น อย่างไรก็ตามยังมีบางสไตล์ที่เคยล้าสมัยไปแล้วอาจเวียนกลับมาเทรนด์อีกครั้ง
1.Western / Cowboy or Cowgirl คาวบอย / ตะวันตก
2.Punk พั้งค์
3.Preppieเพระปี้
4.Futuristic อวกาศ / อนาคต
5.Hippie ฮิปปี้
6.Modมอดอด
7.Flapperแฟลกปเปอร์
ดิสโก้ดิสโก้
8.New Waveนิวเวฟ +
9.Goth / Gothic โกธิค
10.Equestrian / Fox Hunting / 11.Jockey จ็อคกี้ / พวกนิยมขี่ม้า
12.Biker นักซิ่ง / เด็กแว๊น (ของฝรั่ง)
13.Boho-Chic / Boho-Hippie โบโฮ
โลลิตา สาวน้อยใสๆ สไตล์ญี่ปุ่น
14.Eveningwear / Black Tie ชุดราตรี
15.Speed metalสปีดเมทัล
16.Hip Hopฮิปฮอป
17.fashion chestgiant volcanic แฟชั่นหน้าอกยักษ์ภูเขาไฟ
ประวัติแฟชั่นเสื้อผ้า
แฟชั่น เป็นคำที่มาจากภาษาอังกฤษว่า fashion ราชบัณฑิตยสถานได้ให้ความหมายของคำนี้ว่า “สมัยนิยมหรือวิธีการที่นิยมกันทั่วไปชั่วระยะเวลาหนึ่ง” เป็นการยอมรับจนเกิดเป็นค่านิยม มีกระบวนการเกิดภาษาใหม่ ซึ่งเป็นช่วงเวลาหนึ่งเท่านั้น ซึ่งแตกต่างจากคำว่า “วิวัฒนาการ” ที่ทฤษฎีของ ชาร์ลส์ ดาร์วินระบุไว้ว่าวิวัฒนาการ คือ การเปลี่ยนแปลงที่ต้องใช้เวลายาวนานและสามารถถ่ายทอดสิ่งนั้นไปสู่ลูกหลานได้ โดยมากแล้วคำว่าแฟชั่น มักมีความหมายเกี่ยวกับการแต่งตัว
ประวัติ
เสื้อผ้าเครื่องนุ่งห่มเป็น 1 ในปัจจัย 4 ที่มุนษย์ต้องการในการดำรงชีวิตเพื่อปกปิดร่างกายและให้ความอบอุ่น ความเจริญของมนุษย์ทำให้เสื้อผ้าและเครื่องแต่งกายเปลี่ยนแปลงไปตามยุคสมัย เสื้อผ้ายังบ่งบอกถึงลักษณะของผู้สวมใส่ได้ด้วย เช่น ฐานะ, เชื้อชาติ, ฯลฯ
การพัฒนาของแฟชั่นในแต่ละยุคสมัยแตกต่างกันมาก ขึ้นอยู่กับปัจจัยหลายๆอย่าง เช่น การเมือง, เศรษฐกิจ, ภูมิอากาศ, ฯลฯ ในศตวรรษที่ 20 แฟชั่นโลกเปลี่ยนแปลงไปอย่างเห็นได้ชัดเจน โดยเฉพาะปี ค.ศ. 1920 – 1930 หรือเรียกว่ายุค แฟลปเปอร์ (Flapper) ผู้หญิงสวมกระโปรงสั้นเป็นครั้งแรก และหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ในสภาวะเศรษฐกิจตกต่ำ ผู้หญิงต้องออกจากบ้านเพื่อทำงานหาเลี้ยงชีพ ดังนั้นเสื้อผ้าที่สวมใส่ย่อมเปลี่ยนไปเพื่อเอื้อประโยชน์ในผู้สวมใส่มากขึ้น กางเกงจึงเป็นที่นิยม ตั้งแต่ยุคแฟลปเปอร์เป็นต้นมา แฟชั่นของโลกได้ก้าวเข้าสู่ความเป็นสากล เพราะการติดต่อสื่อสารของโลกตะวันตกและตะวันออกเป็นได้เปิดกว้างมากขึ้น มีการไปมาหาสู่กัน แฟชั่นของโลกตะวันตกจึงเข้ามามีบทบาทกับโลกตะวันออก เช่น คนไทยรณรงค์ให้สวมหมวก หรือ ผู้หญิงไทยเลิกสวมโจงกะเบน เพื่อความเป็นสากล
ลักษณะหรือแบบแผนของเสื้อผ้าเครื่องแต่งกายของแต่ละยุคสมัย เรียกว่า สไตล์ (Style) แต่ละคนมีสไตล์การแต่งตัวไม่เหมือนกัน เช่น บางคนชอบแต่งตัวสไตล์ พั้งค์ (Punk) หรือเด็กสาวๆชอบสไตล์เซ็กซี่ ที่ฝรั่งเรียกว่า ราซี่ (Racy or Provocative) ส่วนคำว่า เทรนด์ (Trend) คือ แฟชั่นล่าสุด ที่กำลังเป็นที่นิยม
สไตล์การแต่งตัวสามารถจำแนกได้เป็นประเภทนับไม่ถ้วน ต่อไปนี้เป็นสไตล์เด่นๆ หลักๆ ที่เป็นที่นิยมในอดีตจนปัจจุบัน บางสไตล์ถือว่าล้าสมัยไปแล้วในปัจจุบัน บางสไตล์ถือว่าเป็นคลาสสิค เพราะแต่งเมื่อไร ก็ไม่ถูกมองว่าเชยหรือตกรุ่น อย่างไรก็ตามยังมีบางสไตล์ที่เคยล้าสมัยไปแล้วอาจเวียนกลับมาเทรนด์อีกครั้ง
-Western / Cowboy or Cowgirl คาวบอย / ตะวันตก
-Punk พั้ งค์
-Preppie เพระปี้
-Futuristic อวกาศ / อนาคต
-Hippie ฮิปปี้
-Mod มอดอด
-Flapper แฟลกปเปอร์
-ดิสโก้ ดิสโก้
-New Wave นิวเวฟ
-Goth / Gothic โกธิค
-Equestrian / Fox Hunting / -Jockey จ็อคกี้ / พวกนิยมขี่ม้า
-Biker นักซิ่ง / เด็กแว๊น (ของฝรั่ง)
-Boho-Chic / Boho-Hippie โบโฮ
โลลิตา สาวน้อยใสๆ สไตล์ญี่ปุ่น
-Eveningwear / Black Tie ชุดราตรี
-Hipster / อินดี้อินดี้
-Hip Hop ฮิปฮอป
” แฟชั่น “ เป็นคำที่ไม่มีใครไม่เคยรู้จักและไม่เคยพูด แต่ทว่าแล้วจะมีสักกี่คนที่เข้าใจความหมายในคำที่พูดนั้น หรือเพียงแค่อุปกรณ์เห็นเครื่องแต่งกายออกมาในรูปแบบใหม่ๆ ก็เรียกกันว่า ” แฟชั่น ” เป็นคำติดปาก แต่ถ้าจะให้อธิบายความหมายละก็คงบอกไม่ถูก
เสื้อผ้าแฟชั่น
เสื้อผ้าแฟชั่นตามความหมายที่ใช้โดยทั่วไปแล้วคือเสื้อผ้าที่เป็นที่นิยมในหมู่คนที่รักการแต่งตัวโดยทั่วไปหรือที่เรียกกันว่าเสื้อผ้ายอดนิยมนั่นเอง ลักษณะทั่วๆไปของเสื้อผ้าแฟชั่นคือสอดคล้องกับกระแสความนิยมเรื่องเสื้อผ้าที่กำลังได้รับความนิยมอยู่ในปัจจุบัน ทั้งในส่วนของเครื่องแต่งกายอย่างเสื้อ กางเกง กระโปรง และเครื่องแต่งตัวประกอบอย่างผ้าพันคอ ผ้าคลุมไหล่ เข็มขัด รองเท้า หรือแว่นตาเป็นต้น กล่าวคือสินค้าพวกนี้จะเป็นสินค้าแฟชั่นหรือไม่ขึ้นอยู่กับว่าความนิยมในหมู่คนส่วนใหญ่เป็นเช่นใด ของพวกนี้ได้รับการยอมรับหรือไม่ แต่ถ้าจะให้พูดเจาะลึกเกี่ยวกับลักษณะของเสื้อผ้าแฟชั่นลงไปอีกก็อาจกล่าวได้ว่าเป็นเสื้อผ้าที่ออกแบบมากสำหรับกลุ่มลูกค้าเป้าหมายโดยคาดหวังว่าจะต้องได้รับความนิยมและอาศัยความนิยมนี้เองเป็นตัวจุดกระแสให้มีการใส่ตามๆกันมาจนกลายเป็นกำลังซื้อขนานใหญ่นั่นเอง ด้วยเหตุนี้ในวงการเสื้อผ้าแฟชั่นการทำการตลาดจึงเป็นเรื่องที่สำคัญมาก
แฟชั่นหรือสมัยนิยม (อังกฤษ: fashion) ราชบัณฑิตยสถาน นิยามว่า “สมัยนิยม, แบบหรือวิธีการที่นิยมกันทั่วไปในชั่วระยะเวลาหนึ่ง.” เป็นการยอมรับจนเกิดเป็นค่านิยม มีกระบวนการเกิดภาษาใหม่ ซึ่งเป็นช่วงเวลาหนึ่งเท่านั้น
ประวัติ
เสื้อผ้าเครื่องนุ่งห่มเป็น 1 ในปัจจัย 4 ที่มุนษย์ต้องการในการดำรงชีวิตเพื่อปกปิดร่างกายและให้ความอบอุ่น ความเจริญของมนุษย์ทำให้เสื้อผ้าและเครื่องแต่งกายเปลี่ยนแปลงไปตามยุคสมัย เสื้อผ้ายังบ่งบอกถึงลักษณะของผู้สวมใส่ได้ด้วย เช่น ฐานะ, เชื้อชาติ, ฯลฯ
การพัฒนาของแฟชั่นในแต่ละยุคสมัยแตกต่างกันมาก ขึ้นอยู่กับปัจจัยหลายๆอย่าง เช่น การเมือง เศรษฐกิจ ภูมิอากาศ ฯลฯ ในคริสต์ศตวรรษที่ 20 แฟชั่นโลกเปลี่ยนแปลงไปอย่างเห็นได้ชัดเจน โดยเฉพาะปี ค.ศ. 1920 – 1930 หรือเรียกว่ายุค แฟลปเปอร์ (Flapper) ผู้หญิงสวมกระโปรงสั้นเป็นครั้งแรก และหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ในสภาวะเศรษฐกิจตกต่ำ ผู้หญิงต้องออกจากบ้านเพื่อทำงานหาเลี้ยงชีพ ดังนั้นเสื้อผ้าที่สวมใส่ย่อมเปลี่ยนไปเพื่อเอื้อประโยชน์ในผู้สวมใส่มากขึ้น กางเกงจึงเป็นที่นิยม ตั้งแต่ยุคแฟลปเปอร์เป็นต้นมา แฟชั่นของโลกได้ก้าวเข้าสู่ความเป็นสากล เพราะการติดต่อสื่อสารของโลกตะวันตกและตะวันออกเป็นได้เปิดกว้างมากขึ้น มีการไปมาหาสู่กัน แฟชั่นของโลกตะวันตกจึงเข้ามามีบทบาทกับโลกตะวันออก เช่น คนไทยรณรงค์ให้สวมหมวก หรือ ผู้หญิงไทยเลิกสวมโจงกะเบน เพื่อความเป็นสากล
ลักษณะหรือแบบแผนของเสื้อผ้าเครื่องแต่งกายของแต่ละยุคสมัย เรียกว่า สไตล์ (Style) แต่ละคนมีสไตล์การแต่งตัวไม่เหมือนกัน เช่น บางคนชอบแต่งตัวสไตล์ พั้งค์ (Punk) หรือเด็กสาวๆชอบสไตล์เซ็กซี่ ที่ฝรั่งเรียกว่า ราซี่ (Racy or Provocative) ส่วนคำว่า เทรนด์ (Trend) คือ แฟชั่นล่าสุดที่กำลังเป็นที่นิยม
สไตล์การแต่งตัวสามารถจำแนกได้เป็นประเภทนับไม่ถ้วน ต่อไปนี้เป็นสไตล์เด่นๆ หลักๆ ที่เป็นที่นิยมในอดีตจนปัจจุบัน บางสไตล์ถือว่าล้าสมัยไปแล้วในปัจจุบัน บางสไตล์ถือว่าเป็นคลาสสิก เพราะแต่งเมื่อไร ก็ไม่ถูกมองว่าเชยหรือตกรุ่น อย่างไรก็ตามยังมีบางสไตล์ที่เคยล้าสมัยไปแล้วอาจเวียนกลับมาเทรนด์อีกครั้ง
1.Western / Cowboy or Cowgirl คาวบอย / ตะวันตก
2.Punk พั้งค์
3.Preppieเพระปี้
4.Futuristic อวกาศ / อนาคต
5.Hippie ฮิปปี้
6.Modมอดอด
7.Flapperแฟลกปเปอร์
ดิสโก้ดิสโก้
8.New Waveนิวเวฟ +
9.Goth / Gothic โกธิค
10.Equestrian / Fox Hunting / 11.Jockey จ็อคกี้ / พวกนิยมขี่ม้า
12.Biker นักซิ่ง / เด็กแว๊น (ของฝรั่ง)
13.Boho-Chic / Boho-Hippie โบโฮ
โลลิตา สาวน้อยใสๆ สไตล์ญี่ปุ่น
14.Eveningwear / Black Tie ชุดราตรี
15.Speed metalสปีดเมทัล
16.Hip Hopฮิปฮอป
17.fashion chestgiant volcanic แฟชั่นหน้าอกยักษ์ภูเขาไฟ
ประวัติแฟชั่นเสื้อผ้า
แฟชั่น เป็นคำที่มาจากภาษาอังกฤษว่า fashion ราชบัณฑิตยสถานได้ให้ความหมายของคำนี้ว่า “สมัยนิยมหรือวิธีการที่นิยมกันทั่วไปชั่วระยะเวลาหนึ่ง” เป็นการยอมรับจนเกิดเป็นค่านิยม มีกระบวนการเกิดภาษาใหม่ ซึ่งเป็นช่วงเวลาหนึ่งเท่านั้น ซึ่งแตกต่างจากคำว่า “วิวัฒนาการ” ที่ทฤษฎีของ ชาร์ลส์ ดาร์วินระบุไว้ว่าวิวัฒนาการ คือ การเปลี่ยนแปลงที่ต้องใช้เวลายาวนานและสามารถถ่ายทอดสิ่งนั้นไปสู่ลูกหลานได้ โดยมากแล้วคำว่าแฟชั่น มักมีความหมายเกี่ยวกับการแต่งตัว
ประวัติ
เสื้อผ้าเครื่องนุ่งห่มเป็น 1 ในปัจจัย 4 ที่มุนษย์ต้องการในการดำรงชีวิตเพื่อปกปิดร่างกายและให้ความอบอุ่น ความเจริญของมนุษย์ทำให้เสื้อผ้าและเครื่องแต่งกายเปลี่ยนแปลงไปตามยุคสมัย เสื้อผ้ายังบ่งบอกถึงลักษณะของผู้สวมใส่ได้ด้วย เช่น ฐานะ, เชื้อชาติ, ฯลฯ
การพัฒนาของแฟชั่นในแต่ละยุคสมัยแตกต่างกันมาก ขึ้นอยู่กับปัจจัยหลายๆอย่าง เช่น การเมือง, เศรษฐกิจ, ภูมิอากาศ, ฯลฯ ในศตวรรษที่ 20 แฟชั่นโลกเปลี่ยนแปลงไปอย่างเห็นได้ชัดเจน โดยเฉพาะปี ค.ศ. 1920 – 1930 หรือเรียกว่ายุค แฟลปเปอร์ (Flapper) ผู้หญิงสวมกระโปรงสั้นเป็นครั้งแรก และหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ในสภาวะเศรษฐกิจตกต่ำ ผู้หญิงต้องออกจากบ้านเพื่อทำงานหาเลี้ยงชีพ ดังนั้นเสื้อผ้าที่สวมใส่ย่อมเปลี่ยนไปเพื่อเอื้อประโยชน์ในผู้สวมใส่มากขึ้น กางเกงจึงเป็นที่นิยม ตั้งแต่ยุคแฟลปเปอร์เป็นต้นมา แฟชั่นของโลกได้ก้าวเข้าสู่ความเป็นสากล เพราะการติดต่อสื่อสารของโลกตะวันตกและตะวันออกเป็นได้เปิดกว้างมากขึ้น มีการไปมาหาสู่กัน แฟชั่นของโลกตะวันตกจึงเข้ามามีบทบาทกับโลกตะวันออก เช่น คนไทยรณรงค์ให้สวมหมวก หรือ ผู้หญิงไทยเลิกสวมโจงกะเบน เพื่อความเป็นสากล
ลักษณะหรือแบบแผนของเสื้อผ้าเครื่องแต่งกายของแต่ละยุคสมัย เรียกว่า สไตล์ (Style) แต่ละคนมีสไตล์การแต่งตัวไม่เหมือนกัน เช่น บางคนชอบแต่งตัวสไตล์ พั้งค์ (Punk) หรือเด็กสาวๆชอบสไตล์เซ็กซี่ ที่ฝรั่งเรียกว่า ราซี่ (Racy or Provocative) ส่วนคำว่า เทรนด์ (Trend) คือ แฟชั่นล่าสุด ที่กำลังเป็นที่นิยม
สไตล์การแต่งตัวสามารถจำแนกได้เป็นประเภทนับไม่ถ้วน ต่อไปนี้เป็นสไตล์เด่นๆ หลักๆ ที่เป็นที่นิยมในอดีตจนปัจจุบัน บางสไตล์ถือว่าล้าสมัยไปแล้วในปัจจุบัน บางสไตล์ถือว่าเป็นคลาสสิค เพราะแต่งเมื่อไร ก็ไม่ถูกมองว่าเชยหรือตกรุ่น อย่างไรก็ตามยังมีบางสไตล์ที่เคยล้าสมัยไปแล้วอาจเวียนกลับมาเทรนด์อีกครั้ง
-Western / Cowboy or Cowgirl คาวบอย / ตะวันตก
-Punk พั้ งค์
-Preppie เพระปี้
-Futuristic อวกาศ / อนาคต
-Hippie ฮิปปี้
-Mod มอดอด
-Flapper แฟลกปเปอร์
-ดิสโก้ ดิสโก้
-New Wave นิวเวฟ
-Goth / Gothic โกธิค
-Equestrian / Fox Hunting / -Jockey จ็อคกี้ / พวกนิยมขี่ม้า
-Biker นักซิ่ง / เด็กแว๊น (ของฝรั่ง)
-Boho-Chic / Boho-Hippie โบโฮ
โลลิตา สาวน้อยใสๆ สไตล์ญี่ปุ่น
-Eveningwear / Black Tie ชุดราตรี
-Hipster / อินดี้อินดี้
-Hip Hop ฮิปฮอป
” แฟชั่น “ เป็นคำที่ไม่มีใครไม่เคยรู้จักและไม่เคยพูด แต่ทว่าแล้วจะมีสักกี่คนที่เข้าใจความหมายในคำที่พูดนั้น หรือเพียงแค่อุปกรณ์เห็นเครื่องแต่งกายออกมาในรูปแบบใหม่ๆ ก็เรียกกันว่า ” แฟชั่น ” เป็นคำติดปาก แต่ถ้าจะให้อธิบายความหมายละก็คงบอกไม่ถูก
สมัครสมาชิก:
ความคิดเห็น (Atom)
แฟชั่นคืออะไร
แฟชั่น ภาพการเยื้องย่างของนางแบบ นายแบบบนแคทวอล์ค มักทำให้คนจินตนาการไปถึงการเดินแฟชั่นโชว์ของห้องเสื้อ หรือดีไซเนอร์ชั้นนำ และบ่อยครั้งที่...
-
แฟชั่น ภาพการเยื้องย่างของนางแบบ นายแบบบนแคทวอล์ค มักทำให้คนจินตนาการไปถึงการเดินแฟชั่นโชว์ของห้องเสื้อ หรือดีไซเนอร์ชั้นนำ และบ่อยครั้งที่...
-
ประวัติแฟชั่น เสื้อผ้าแฟชั่น เสื้อผ้าแฟชั่นตามความหมายที่ใช้โดยทั่วไปแล้วคือเสื้อผ้าที่เป็นที่นิยมในหมู่คนที่รักการแต่งตัวโดยทั่วไปหรือที...